บทวิเคราะห์เรื่องตะไคร้จากแง่คิดมุมมองของคนสวน
วิเชียร  สีขาว
สวนพฤกษาพรรณวดี
127/12 ม.4 ต.บางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150
โทร.089-142-0101 www.phanwadee.com

ถ้าจะพูดถึงตะไคร้ หลายคนคงพอจะนึกภาพออกว่าเป็นพืชผักสวนครัวที่อยู่คู่ครัวไทยมานานแสนนาน เป็นทั้งเครื่องเทศช่วยปรุงรสชาติอาหาร และยังสามารถทำหน้าที่เป็นสมุนไพร ซึ่งให้สรรพคุณทางยาได้เป็นอย่างดี โดยสรรพคุณทางยาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นก็คือลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วยบรรเทาอาการปวดท้องอันเนื่องมาจากการมีประจำเดือนในสตรี โดยนำตะไคร้ตั้งแต่ราก จนถึงลำต้น (ตัดส่วนใบทิ้ง) มาต้มในน้ำเดือด แล้วดื่มในขณะที่อุ่นๆ  อาการปวดท้องก็จะบรรเทาลงได้ ส่วนคุณสมบัติในการทำหน้าที่เป็นเครื่องเทศนั้นก็จะมีจุดเด่นเรื่องของกลิ่น  ซึ่งโดยส่วนใหญ่เรามักจะใช้ตะไคร้ดับกลิ่นคาวของอาหาร เราลองมาดูรูปแบบการนำตะไคร้มาใช้งานในลักษณะต่างๆดังนี้
ส่วนใบ สามารถนำมาอบความร้อน หรือตากแดดให้แห้งซึ่งสามารถทำเป็นชาได้โดยสามารถดื่มในรูปแบบชาร้อน และเย็น ทางตอนเหนือของไทยมักนำใบตะไคร้มาตำเพื่อดับกลิ่นคาวปู ในขั้นตอนการทำน้ำปูด้วย (น้ำปู หมายถึงเครื่องปรุงอาหารของคนภาคเหนือที่ทำมาจากปูสดๆ ผสมเกลือ ลักษณะทางกายภาพเป็นสีดำ ให้รสชาติเค็ม มักเป็นส่วนผสมของน้ำพริกน้ำปูและใช้ละลายในแกงหน่อไม้)
ส่วนลำต้น เรามักจะใช้ประโยชน์ส่วนลำต้นของตะไคร้มากกว่าส่วนอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น สามารถนำมาบดให้ละเอียดเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของพริกแกงได้, ร้านอาหารบางแห่งคิดเมนูอาหารแปลกใหม่โดยใช้ลำต้นของตะไคร้บดละเอียดจนเป็นฝอยแล้วนำไปทอดให้กรอบผสมกับเนื้อสัตว์เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา ตั้งชื่อเป็น ไก่ทอดสมุนไพร หรือปลากรอบสมุนไพรเป็นต้น ถ้าจะพูดถึงการนำไปประกอบอาหารประเภทแกงที่เด่นชัดก็จะเป็นต้มยำซึ่งต้องใช้ลำต้นหั่นเป็นท่อนๆ และทุบเพื่อให้กลิ่นของตะไคร้ช่วยกลบกลิ่นคาวให้เป็นกลิ่นหอมแทน และถ้าจะให้ครบเครื่องต้มยำก็ต้องมีข่าและใบมะกรูดด้วย นอกจากนี้ส่วนลำต้นยังสามารถนำมาต้มเพื่อแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพรพร้อมดื่มได้เช่นกันนอกจากจะช่วยดับกระหาย และสร้างความสดชื่นแล้วยังมีสรรพคุณทางยาแถมมาอีกด้วยคือช่วยขับลมในกระเพาะ และลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ปัจจุบันการดึงคุณสมบัติที่โดดเด่นของตะไคร้มาใช้ประโยชน์นอกจากบริโภคเป็นอาหาร และเครื่องดื่มแล้วยังพบว่าในวงการเครื่องสำอางได้มีการสกัดน้ำมันหอมระเหยในตัวตะไคร้ออกมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางมากขึ้นเพื่อใช้ผสมใน สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ครีมบำรุงผิว และตะไคร้บางสายพันธุ์เช่นตะไคร้หอมซึ่งมีกลิ่นฉุนมากไม่สามารถบริโภคได้โดยตรง แต่สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญคู่กับใบสะเดาในการทำยาฆ่าแมลง หรือกำจัดศัตรูพืชได้ หรือทำเป็นน้ำมันตะไคร้กันยุงเช่นเดียวกับสวนพฤกษาพรรณวดีที่คิดค้นสูตรผสมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทางสวนที่เน้นให้ผลิตภัณฑ์สามารถใช้ได้กับเด็กตั้งแต่
3 ขวบขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่มีวางจำหน่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาในภาคตะวันออก ได่แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก และฉะเชิงเทรา หรือพื้นที่ที่ขึ้นต้นรหัสไปรษณีย์ด้วย 2XXXX, ภาคอีสานส่วนล่างหรือพื้นที่ที่ขึ้นต้นรหัสไปรษณีย์ด้วย 3XXXX อันได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร ชัยภูมิ อำนาจเจริญ และหนองบัวลำภู



ทางสวนมีแผนจะกระจายสินค้าผ่านไปรษณีย์ทั่วทั้ง
1,000 กว่าสาขาภายใน 2 ปีข้างหน้า

เมื่อทำความรู้จักลักษณะโดยทั่วไปของตะไคร้แล้วก็มาทำความรู้จักตะไคร้ในมุมมองเชิงพาณิชย์บ้างเนื่องจากเป็นพืชผักที่มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเงินในกับคนสวนในยุคปัจจุบันเมื่อการบริโภคในประเทศ และต่างประเทศนับวันจะมีแนวโน้มสูงขึ้น มีความต้องการสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นเกษตรกรรายใหม่ที่จะเข้าสู่แวดวงธุรกิจประเภทนี้ต้องศึกษาข้อมูลด้านการตลาดอย่างรู้เท่าทัน และเกษตรกรรายเก่าต้องปรับตัวให้ขานรับกับความเคลื่อนไหว และความเป็นไปในเรื่องตลาดให้ดีว่าความต้องการของตลาดในประเทศช่วงเวลาใดมีความต้องการสั่งซื้อมากช่วงเวลาใดมีความต้องการสั่งซื้อน้อย และจะบริหารจัดการอย่างไรในทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวให้มีความเหมาะสมสูงสุด เพื่อนำมาสู่การวางแผนว่าจะปลูกในปริมาณมากน้อยเท่าใด และกำหนดให้ผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่องให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และป้องกันไม่ให้สินค้าล้นตลาด อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคา





วิธีการปลูกตะไคร้

การเพาะปลูกตะไคร้มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละสวนอาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน สำหรับสวนพฤกษาพรรณวดีทำตามขั้นตอนดังนี้

1. ไถดะพลิกหน้าดินให้ลึก เพื่อดินจะได้ร่วน และโปร่ง น้ำจะได้ไม่ขัง และเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี เสร็จแล้วไถแปร และไถพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย หลังจากนั้นตากแดดหน้าดินเป็นเวลา 5-7 วัน เพื่อหมักวัชพืชให้ตาย และเป็นการฆ่าเชื้อราในดินด้วย








2. ระหว่างที่รอตากหน้าดินนั้นก็ทำการเตรียมกล้าพันธุ์ไปพร้อมๆกันเพื่อไม่ให้เสียเวลา โดยตัดรากและส่วนใบออก ให้เหลือความยาวลำต้นประมาณ 20-25 เซนติเมตร จากนั้นให้ทำการแช่ลำต้นกับน้ำเปล่าโดยนำส่วนที่เป็นรากแช่ทิ้งไว้ 4 วันหลังจากนั้นรากใหม่จะเริ่มงอกออก และมีสีเหลืองซึ่งพร้อมสำหรับการปลูก


3.
มาถึงขั้นตอนนี้แล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องทราบคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะใช้กล้าพันธุ์ด้วยปริมาณเท่าใดจึงจะเพียงพอในการเพาะปลูกพื้นที่ขนาด 1 ไร่ วิธีการก็คือการคำนวณครับ จะให้ผลที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด โดยให้คิดว่าพื้นที่ 1 ไร่ เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร และสูตรในการคำนวณหาพิ้นที่ก็คือกว้างคูณยาว ดังนั้นจึงอาจตั้งสมุติฐานในเบื้องต้นก่อนว่าด้านกว้างน่าจะ 40 เมตร และด้านยาวก็เช่นกันน่าจะ 40 เมตร เพราะ 40 X 40 เมตรเท่ากับ 1,600 ตารางเมตรนั่นเอง ถึงแม้ความเป็นจริงแล้วพื้นที่อาจจะไม่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสดังที่ตั้งสมมุติขึ้นมาก็ตาม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการคำนวณบ้างเป็นของธรรมดา


ตามหลักการทั่วๆ ไปแล้วนิยมปลูกด้วยระยะห่างหลุมต่อหลุม หรือกอต่อกอเท่ากับ
80 เซนติเมตร นั่นก็หมายความว่าจะได้จำนวนแถวของหลุมเท่ากับ 49 X 49 หลุม เนื่องจากระยะความกว้าง 40 เมตรหาร 0.8 เมตร (80 ซ.ม.) เท่ากับ 50 แต่สภาพความเป็นจริงแล้วไม่มีใครปลูกตรงตำแหน่งขอบพื้นที่พอดี เมื่อได้ตัวเลข 49 มา ก็นำมาคูณกัน หรือยกกำลัง 2 ก็จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 2,400 หลุม โดยปกติการปลูกจะใช้กล้าพันธุ์ 3 ต้นต่อ 1 หลุม ทำให้จำนวนต้นทั้งหมดที่ต้องใช้ปลูกเท่ากับ7,200 ต้น หลายท่านคงจะสงสัยว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าในจำนวน 7,200 ต้นนี้จะมีน้ำหนักเท่าไหร่ วิธีการก็คือให้นำกล้าตะไคร้ที่จะทำการเพาะปลูกมาชั่งน้ำหนักให้ได้ 1 กิโลกรัม แล้วทำการนับจำนวนต้นว่าใน 1 กิโลกรัม จะมีกี่ต้น แล้วนำค่าที่ได้ไปหาร 7,200 ต้น โดยทั่วไปแล้วตะไคร้เมื่อโตเต็มที่แล้ว 25 ต้นก็จะเท่ากับ 1 กิโลกรัม หรือใครจะนำ 25 ไปหาร 7,200 ต้นก็ได้นะครับ ผลลัพธ์ก็จะเท่ากับ 288 กิโลกรัม แต่นี่ไม่ใช่บทสรุปครับ ในสภาพความเป็นจริงในการทำงาน ระยะห่างของหลุมต่อหลุมอาจจะไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าระยะห่างน้อยกว่า 80 เซนติเมตรก็จะทำให้จำนวนหลุมเพิ่มขึ้นนั่นหมายความว่าจะต้องใช้กล้าพันธุ์เพิ่มขึ้นเช่นกัน หรือในบางกรณีกล้าพันธุ์โตไม่เต็มที่ คนปลูกอาจจะเกรงว่าต้นที่เล็กจะตายจึงได้เพิ่มเข้าไปอีกรวมเป็น 4-5 ต้นจึงส่งผลให้สิ่งที่คำนวณนั้นมีความคลาดเคลื่อนไปตามสภาพของตัวแปรต่างๆ ดังที่กล่าวไป ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นสวนของเราใช้กล้าพันธุ์ในการเพาะปลูก 600 - 900 กิโลกรัม บนพื้นที่ 1 ไร

4. ขุดหลุมลึก10 เซนติเมตรแล้วนำกล้าตะไคร้ที่ผ่านการเพาะชำจนรากใหม่งอกออกใส่ลงไปในหลุม 3 ต้น แล้วฝังกลบ
ซึ่งภายหลังจากเพาะปลูกเป็นเวลา
2 - 3 เดือน ตะไคร้จะเริ่มแตกกอ บางสวนอาจไม่ใช้วิธีการเพาะรากงอก แต่ใช้วิธีปักลงไปในดินที่พรวนแล้วทันที ภายหลังจากตัดราก และใบออก วิธีการนี้ก็จะลดเวลาการทำงานลง และไม่ต้องกังวลว่ารากจะหัก เพราะให้รากงอกเองในดิน










5. ควรจะมีการรดน้ำบ้างในบางช่วงที่ขาดน้ำฝน แต่สำหรับที่สวนของเราจะมีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองโดยผันน้ำเข้ามาจากคลองบางละมุงจึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด กล่าวได้ว่ามีน้ำรดตลอดทั้งปี สามารถทำการเพาะปลูกได้ทุกฤดูกาล
6. หมั่นดูแลวัชพืชในช่วง 2-3 เดือนหลังจากลงปลูก แต่หลังจากตะไคร้ขึ้นกอแล้ววัชพืชจะลดลงเองโดยอัตโนมัติ

7.
เมื่อตะไคร้เริ่มเป็นกอในช่วงเดือนที่ 4 ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของลำต้น

8.
คอยดูแลใบตะใคร้อยู่เสมอไม่ปล่อยให้ปลายใบแห้งควรมีการตัดแต่งใบเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต



9. เมื่อครบอายุ 6 เดือนตะไคร้จะเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวซึ่งควรตัดความยาวลำต้นประมาณ 17 นิ้ว แล้วมัดเป็นกำๆละ 1 กิโลกรัม และหลังจากนั้นนำมารวมกัน 10 กำ หรือ10 กิโลกรัม เพียงเท่านี้ก็พร้อมจำหน่ายแล้วครับ



หมายเหตุ วิธีการปลูกสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพดิน ฟ้า อากาศ ในแต่ละแห่ง
มุมมองด้านการตลาด
จะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถยืนหยัดในวงการตะไคร้ได้? วิธีการปลูกตะไคร้อย่างไรให้ได้ผลผลิตที่ดี ลำต้นอวบ น้ำหนักดีสามารถหาข้อมูลจากที่ไหนๆอ่านก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ปลูกแล้วขายได้ และได้ราคาดี นั่นคือโจทย์ที่น่าสนใจ และในมุมมองของทางสวนพฤกษาพรรณวดีขอเสนอแนวความคิดดังนี้
เราคงต้องขอแบ่งออกเป็น
3 ช่วง คือ ช่วงเริ่มต้น จากไม่เคยปลูกเลย, ช่วงที่ 2 ช่วงที่ปลูกได้ผลผลิตแล้ว และเริ่มจำหน่าย เริ่มมีลูกค้า และอยู่ในช่วงรักษาฐาน หรือกลุ่มลูกค้าให้เหนียวแน่น และช่วงที่ 3 ช่วงต่อยอด และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ด้วยการแปรรูป โดยมีรายละเอียดทั้ง 3 ช่วงดังนี้
ช่วงเริ่มต้น
สิ่งที่ต้องทำในช่วงนี้คือการวางแผน และเตรียมทรัพยากรที่จำเป็นในการเพาะปลูก เช่น ที่ดิน, แหล่งน้ำ, กล้าพันธุ์
 กำลังคน เมื่อมีทุกอย่างพร้อมแล้วก็นำไปสู่ขั้นตอนต่อไปคือเขียนแผนการปลูก และควบคู่ไปกับแผนการตลาดว่าเราจะขายให้ใครบ้าง ในปริมาณเท่าใด ช่วงเวลาไหน แผนการเพาะปลูกเขียนขึ้นมาก็ต้องลงมือทำจริง และแผนการตลาดก็เช่นกันต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่เขียน และลงมือแต่แผนการเพาะปลูก แล้วแผนการตลาดปั้นตัวเลขขึ้นมา แล้วก็ฝันหวาน แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติอะไร ไปรอลุ้นเอาตอนเก็บเกี่ยว วิธีการก็คือต้องเดินทางพบลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เรากำหนดขึ้นมาว่าอยู่ที่ไหน และเราควรไปแนะนำตัว ทำความรู้จักกับกลุ่มลูกค้าเหล่านั้นว่าเรากำลังจะลงมือปลูกตะไคร้ และคาดว่าจะมีสินค้าออกสู่ตลาดเมื่อไหร่ และในปริมาณเท่าไหร่ และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆการที่เราไปติดต่อรอบ 2 จะได้รับความสะดวกมากขึ้น ลูกค้าเริ่มมีความรู้จักมักคุ้นว่าเราเคยมาติดต่อครั้งหนึ่งแล้ว และก็มีโอกาสที่เขาจะทดลองรับสินค้าจากเรา เผื่อเป็นทางเลือก ดีกว่าผลผลิตถึงอายุเก็บเกี่ยวแล้วเดินไปหาเขา เมื่อได้รับการปฏิเสธมากรายเข้า เราก็อาจจะเกิดความเครียด เพราะตะไคร้ก็เริ่มจะแก่แล้ว และสุดท้ายก็อาจจะล้นตลาด และขายลำบากหรืออาจจะขายไม่ได้เลย หลังจากจัดกำลังคน และคำนวณปริมาณกล้าพันธุ์แล้วก็ลงมือปลูก และดูแลรักษาจนถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยว กลุ่มลูกค้าที่แนะนำคือ โรงงานผลิตพริกแกงซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมุสลิมที่อาศัยอยู่เกือบทุกจังหวัด ทุกอำเภอให้มุ่งเป้าไปที่ตลาดค้าส่งผัก หรือตลาดเช้ามืดที่ต้องมีทุกๆอำเภออยู่แล้วเพราะกลุ่มแม่ค้าชาวมุสลิมเหล่านี้จะใช้ตะไคร้ปริมาณมากในส่วนประกอบของการทำพริกแกงเฉลี่ยแล้ว 100 กิโลกรัมต่อราย/สัปดาห์ กลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มที่อยู่ใกล้เคียงกันคือแม่ค้าขายผักสดที่อยู่ในตลาดเดียวกันกับกลุ่มแม่ค้าขายพริกแกงโดยกลุ่มนี้จะมีความต้องการซื้อประมาณ 60 กิโลกรัมต่อราย/สัปดาห์ ในตลาดหนึ่งๆ ก็จะมีแม่ค้าทั้ง 2 ลักษณะนี้หลายรายทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของตลาดแต่ละแห่ง ในช่วงที่มีการเริ่มเพาะปลูกควรวางแผนเพาะปลูกเป็นช่วงๆเพื่อให้ผลผลิตที่จะออกในอีก 6 เดือนต่อจากนี้ไป สามารถเก็บเกี่ยวส่งจำหน่ายให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ควรเว้นช่วงการเพาะปลูกทุกๆ 2-3 สัปดาห์ไปเรื่อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องไม่สามารถส่งมอบตะไคร้ให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องอันจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาคือลูกค้าเลิกสั่งซื้อ และหันไปหาสวนอื่น

ช่วงที่ 2 ช่วงที่ปลูกได้ผลผลิตแล้ว และเริ่มจำหน่าย เริ่มมีลูกค้า และอยู่ในช่วงรักษาฐาน หรือกลุ่มลูกค้าให้เหนียวแน่น
ถึงขั้นตอนนี้ควรจัดการเรื่องการเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้มีความรัดกุมในเรื่องกำลังคนที่แน่นอนและควรเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ 6 โมงเช้า และควบคุมให้แล้วเสร็จภายในเวลา 14
:00 น. ในวันเดียวกัน เพื่อให้ทันต่อการส่งมอบให้ลูกค้าไม่ว่าจะมีพ่อค้าคนกลางที่มารับถึงหน้าสวน หรือทางสวนจะขับรถไปส่งลูกค้าเอง เพราะแม่ค้าต้องการตะไคร้ไปขายในช่วงเวลาตอนเย็นของวันนั้น และเช้ามืดของวันถัดไป เราไม่สามารถเก็บตะไคร้ที่ตัดแล้วค้างสวนได้เพราะลำต้นเริ่มจะมีสีชมพูอ่อนซึ่งเป็นลักษณะของตะไคร้ที่เริ่มจะไม่มีความสดแล้ว เมื่อมีการส่งมอบซักระยะเวลาหนึ่งก็ควรมองตลาดอื่นๆเพิ่มด้วย เช่น ตลาดกลางสินค้าทางการเกษตรอย่าง ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมืองรังสิต ตลอดจนออเดอร์ส่งออกถ้ามี เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางการดำเนินธุรกิจ และมีตลาดสำรองในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัยซึ่งอาจจะมีความรุนแรงถึงขั้นปิดตลาดแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นการชั่วคราว ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงเราก็ยังมีตลาดอีกแห่ง ในอีกแง่มุมหนึ่งถ้าเป็นไปได้หากพอมีทุนขยายพื้นที่การปลูกเพิ่มอีกแห่งหนึ่งที่ต่างออกไปก็น่าทำเพราะหากเกิดน้ำท่วมที่สวนแห่งหนึ่ง ก็ยังมีอีกแห่งหนึ่งในการป้อนตะไคร้ส่งลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การขาดส่งตะไคร้ให้ลูกค้าเพียงครั้งสองครั้งนับว่าเป็นความเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกค้าได้เพราะแม่ค้าไม่สามารถจะรอได้เพราะสินค้านี้ต้องใช้ทุกวัน ขายทุกวันแม่ค้าหลายรายต้องเช่าแผงตลาดขาย มีค่าเช่าที่ต้องจ่าย บางรายขายข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เป็นหลักไม่ขายอย่างอื่นเลย เขาคงไม่รอ และเลือกที่จะใช้บริการผู้ส่งรายอื่นทันทีเพราะมีทางเลือกเยอะ และเมื่อเสียลูกค้าแล้วเป็นการยากมากที่จะดึงลูกค้ากลับมา การส่งออกมีระเบียบวิธีปฏิบัติที่สามารถหาข้อมูลได้จากกรมวิชาการเกษตร และบริษัทนำเข้า-ส่งออก

ช่วงที่
3 ช่วงต่อยอด และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ด้วยการแปรรูป
            เมื่อเดินมาถึงจุดนี้แล้วเราควรจะมีการปรับกลยุทย์ให้เป็นผู้นำด้วยการเพิ่มความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา และที่สำคัญถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ที่สวนพฤกษาพรรณวดีของเราได้ทำการแปรรูปตะไคร้อยู่ในรูปแบบของน้ำสมุนไพรพร้อมดื่มจำหน่ายให้ร้านค้าโชว์ห่วย ร้านก๋วยเตี๋ยว และร้านอาหารในพื้นที่อ.เมืองชลบุรี, อ.ศรีราชา, อ.บางละมุง และเมืองพัทยา จากตะไคร้ 10 กิโลกรัม ขายได้ 100 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพรพร้อมดื่มสามารถทำยอดขายได้ 1,800 บาท โดยเริ่มจากบรรจุภัณฑ์ที่สามารถทำได้เองแบบง่ายๆ และพัฒนาหน้าตาให้ดูดีขึ้นเป็นลำดับ คือทำจากเล็กๆ แล้วค่อยปรับไป เพราะถ้าลงทุนทำแบบอลังการไปเลยก็อาจจะต้องใช้เงินทุนเยอะ และยังไม่มั่นใจตลาดกลุ่มนี้ แต่ปัจจุบันก็เป็นเครื่องพิสูจณ์ได้เป็นอย่างดีจากยอดขายตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาว่าพอไปได้ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการแปรรูปทางสวนของเราได้พยายามปรับตัวให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดีจนนำมาสู่การเพิ่มสายการผลิตจากน้ำตะไคร้เป็น น้ำใบเตย, น้ำมะตูม, น้ำเก็กฮวย, น้ำอัญชัน และน้ำกระเจี๊ยบ

เรียงตามลำดับคือน้ำตะไคร้, น้ำใบเตย, น้ำมะตูม, น้ำเก็กฮวย, น้ำอัญชัน และน้ำกระเจี๊ยบ


ยุคแรกๆเราใช้รถเก๋งที่มีอยู่แล้วสำหรับส่งมอบสินค้าออกสู่ตลาด







เมื่อฐานลูกค้าเริ่มขยายมากขึ้นก็ต้องปรับเปลี่ยนประเภทของพาหนะในการขนส่งสินค้า


เมื่อดำเนินธุรกิจพอไปได้ก็มีการคืนกำไรสู่สังคมบ้าง





การโฆษณา/ประชาสัมพันธ์
1.ใช้ป้ายโฆษณา /โปสเตอร์ติดในร้านค้า


 

2.ออกบูธประชาสัมพันธ์



3.
เปิดโอกาสให้สถานีวิทยุโทรทัศน์หลายช่องเข้ามาถ่ายทำเพื่อออกอากาศประชาสัมพันธ์สวน และผลิตภัณฑ์



4.ออกสื่อสิ่งพิมพ์

5.เปิดเวบไซต์ www.phanwadee.com เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สวน และเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ทางวิชาการในเชิงเกษตร


6.มีเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สวน และบอกข่าวความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา


7.มีช่องโทรทัศน์ออนไลน์แพร่ภาพทาง
YouTube ให้ผู้คนสามารถดูเรื่องราว ข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทุกเวลา
YouTube TV

BTV

สรุปภาพรวมสินค้าของสวนพฤกษาพรรณวดีที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน

ลำดับ

ชื่อผลิตภัณฑ์

ราคาส่ง

ราคาปลีก

สถานที่จำหน่าย

1

สเปรย์ตะไคร้หอมกันยุง 15 มล.

20 บาท/ขวด

30 บาท/ขวด

ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ

2

น้ำสมุนไพร ตราดรีมดริ๊ง ขนาด 300 มล.

10 บาท/ขวด

15 บาท/ขวด

เมืองพัทยา, ศรีราชา, บางละมุง, เมืองชลบุรี

3

สูตรการทำน้ำสมุนไพร ตะไคร้,ใบเตย,

10,000 บาท/ชนิด

 

ทั่วประเทศ

 

มะตูม,เก๊กฮวย,อัญชัน และกระเจี๊ยบ

 

 

 


กุญแจสู่ความสำเร็จ
Key of Success
แนวคิดในการเลือกทำธุรกิจผลิต/จำหน่ายน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม
จำแนกองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำธุรกิจนี้ออกเป็น
2 ส่วนคือปัจจัยภายใน และภายนอก ดังรายละเอียดดังนี้ คือ
ปัจจัยภายใน
- มีความชอบในเรื่องเทคโนโลยีการผลิต
- มีความชอบ และมีประสบการณ์ในเรื่องการตลาด
- มีแหล่งวัตถุดิบที่หาได้ง่าย
- มีความรู้ความชำนาญในเรื่องบรรจุภัณฑ์
ปัจจัยภายนอก
- ตลาดยังเปิดรับสินค้าประเภทนี้
- มีกระแสความสนใจเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย
- มีโอกาสขยายเป็นธุรกิจใหญ่ได้

วิเคราะห์ปัญหา/อุปสรรคเพื่อมองภาพรวม
จำแนกปัญหา/อุปสรรค ของทำธุรกิจนี้ออกเป็น
2 ส่วนคือปัญหาภายใน และภายนอก ดังรายละเอียดดังนี้ คือ
ปัญหาภายใน
- เป็นสินค้าที่การผลิตแบบไม่ใช้วัตุกันเสียทำให้อายุผลิตภัณฑ์สั้น
-สินค้าของเราราคาถูกทำให้สามารถเจาะตลาดได้ง่ายก็จริง แต่มีผลกระทบตามมาคือทำให้โอกาสทำกำไรมีน้อย

ปัญหาภายนอก
- สภาพภูมิอาการที่แปรปรวนทำให้นักท่องเที่ยวลดลง มีผลกระทบโดยตรงกับยอดขาย เพราะลูกค้าของเราส่วนใหญ่พึ่งปริมาณของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในชลบุรี บางแสน และพัทยาเป็นหลัก
- เศรษฐกิจการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ หรือเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าออกจากบ้านก็มีผลกระทบเช่นกัน

แนวคิด ที่ทำให้ธุรกิจยืนอยู่อย่างมั่นคง
ต้องมีแบบแผนการจัดการที่ดี คือการบริหารการผลิตด้วยต้นทุนต่ำในคุณภาพสินค้าดีเท่าเดิม โดยการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบแบบต้นน้ำจริงๆ ในส่วนของแรงงานต้องทำให้คนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือใช้คนน้อยแต่ทำงานได้มากด้วยการดึงความสามารถที่แท้จริงออกมาโดยใช้แรงจูงใจในเรื่องค่าจ้าง และลดชั่วโมงการทำงานลงจากปกติ และไม่มีจำกัดว่าต้องอยู่กับโรงงานถึง 8 ชั่วโมง เมื่อยอดผลิตได้ตามเป้าหมาย ก็กลับบ้านได้เลย ปกติที่โรงงานของเราพนักงานเข้างาน
08.00 น. เลิกงาน 15.30 น. รายได้ 300-450 บาท/คน สิ่งที่พนักงานได้อีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากรายได้คือเวลาที่สามารถนำกลับไปใช้กับการอยู่กับครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัวได้
ส่วนเรื่องการตลาดมีการขับเคลื่อนหาช่องทาง หรือโอกาสในการเข้าใจ และเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และไม่ลืมที่จะรักษาลูกค้ารายปัจจุบันให้คงอยู่ และสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จคือ ความมุ่งมั่นที่จริงจัง ไม่คำนึงถึงปัญหา อุปสรรคใดๆทั้งสิ้น มุ่งมั่นว่าจะทำก็ต้องทำ มุ่งมั่นจะไปก็ต้องไป และกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนไม่เร็วจนขาดความรอบคอบ และไม่ช้าจนเกินไป และควรสื่อสารทำความเข้าใจกับทีมงาน หรือคนในองค์กรให้มองเป้าหมายเดียวกัน ใช้วิธีเดียวกัน เข้าใจทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเหมือนๆกัน มุมมองเดียวกัน จึงจะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ง่าย
ท้ายนี้อยากฝากข้อคิดในการดำเนินธุรกิจแก่ผู้ประกอบการรายใหม่คือ ผู้ประกอบการรายใหม่ควรมีความมุ่งมั่น และความตั้งใจจริงในการริเริ่มทำธุรกิจโดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความเป็นไปได้ให้มากที่สุด และต้องไม่ลืมที่จะกำหนดกรอบเวลาในการทำให้แล้วเสร็จด้วย หลักสำคัญในการกำหนดเป้าหมายในช่วงเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ ไม่ควรมองยอดขายเป็นสำคัญ แต่ควรมองเรื่องการทำให้องค์ประกอบของธุรกิจนั้นๆ เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน เช่น เงินทุน วัตถุดิบ เครื่องมือ เครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ กำลังคน วิธีการในกระบวนการผลิต ระบบการส่งมอบสินค้า ลูกค้า หากผู้ประกอบการใหม่มองยอดขายมาเป็นอันดับต้นๆ จะส่งผลให้การบริหารจัดการองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้เกิดเป็นธุรกิจมีความบกพร่อง มีโอกาสที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จได้ช้าลง หรืออาจจะล้มเหลวไปในที่สุด ในความเป็นจริงแล้วยอดขาย รายได้ หรือกำไรเป็นเสมือนเงาตามตัวขององค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นอยู่แล้ว